วันที่17 มิย 2013 เมื่อวานตอนขับรถกลับบ้านเห็นคนขายล๊อคเตอรี่ข้างทางเป็นระยะๆ.
 
นึกขึ้นได้ว่าเป็นวันที่16 ของเดือน แสดงว่าผ่านมาสองเดือนครึ่งแล้วนะ ที่เรารู้ว่าแม่เป็นมะเร็ง..
 
ตอนนี้ทุกคนในครอบครัวทำใจยอมรับได้แล้ว แม้แต่แม่ก็เลิกวิตกกังวลได้มาก
 
อาจจะมีความเครียดบ้างเล็กน้อยในบางวัน
 
แต่ก็ไม่ได้หนักหนามากเหมือนช่วงแรกที่นอนไม่หลับเลยทั้งคืน
 
 
       ย้อนไปเมื่อวันที่ 1เมษา เราขับรถไปส่งแม่ที่โรงพยาบาลตอนกลางวัน
 
ตามเวลาที่แพทย์ระบบประสาทสมองนัดแม่เพื่อดูอาการชาที่มือและเท้าที่เป็นมาเกือบสองเดือน.
 
เราให้แม่เข้าไปพบหมอเองเพราะเราต้องกลับไปทำงานช่วงบ่าย
 
ประมาณบ่ายสองเราได้รับโทรศัพท์จากกุ้ง
 
แม่โทรหากุ้งเพราะติดต่อเราไม่ได้ กุ้งบอกว่าหมอให้แม่แอทมิททำ MRI ตรวจสมองอย่างละเอียด
 
เพราะไม่แน่ใจว่าแม่มีอาการชาจากอะไร เราเห็นด้วยกับหมอ
 
เพราะแม่มีอาการชาที่มือและเท้าเป็นบางวัน
 
แต่ไม่มีอาการอ่อนแรง ยังใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่แม่กังวลมากว่าจะเป็นอัมพาต
 
แม้ว่าเราจะพาไปตรวจตั้งแต่วันแรกที่แม่มีอาการ และได้ยาวิตามินบีมากินอยู่หลายสัปดาห์
 
พบแพทย์มาสองครั้งแล้ว ก็ยังไม่ดีขึ้น จนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วพี่เจกลับมาเช็งเม้งที่บ้าน
 
และลาหยุดพักผ่อนหนึ่งสัปดาห์ เราเลยบังคับให้พี่เจพาแม่ไปหาหมออีกโรงพยาบาลเพื่อตรวจให้แน่ใจ.
 
และเหมือนเคย หมอให้วิตามินบีและนัดติดตามอาการหนึ่งสัปดาห์ ตอนพี่เจกลับสิงคโปร์เมื่ิอวาน
 
แม่ยังลังเลว่าจะไปตรวจตามนัดอีกทีดีหรือไม่ต้องไปแล้ว
 
แต่บังเอิญช่วงค่ำก่อนวันนัดหมาย แม่บอกว่ารู้สึกใจสั่นหวิวๆ ตอนอาบน้ำก่อนไปงานเลี้ยงแต่งงาน
 
แต่ก็ต้องฝืนไปร่วมงาน เราสังเกตได้ชัดว่าแม่นั่งหน้าซีดและเร่งอยากกลับบ้านเร็วๆ
 
         ประมาณบ่ายสามโมงเรารีบซิ่งออกจากที่ทำงาน ไปหาแม่ที่แอทมิทอยู่คนเดียวให้เร็วที่สุด.
 
ไปถึงห้องพักไม่เจอใคร เหลียวหลังจะออกห้องก็พอดีพยาบาลเข็นแม่กลับมาจาก MRI สมอง
 
ถามแม่ได้ตรวจหมดทุกระบบ ตรวจเลือด เอกซเรย์ปอด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
 
เราบอกว่าดีแล้วที่ตรวจละเอียด ถึงแม้ว่าแม่จะเพิ่งตรวจร่างกายไปเมื่อปลายปีก็ตาม
 
        เราให้กำลังใจว่าแม่เก่งมากที่ผ่านการตรวจทั้งหมดได้เองคนเดียว แม้จะเป็นการแอทมิทครั้งแรก
 
ไม่นับคลอดลูก หกสิบกว่าปีที่ผ่านมาแม่ไม่เคยเจ็บไข้จนต้องนอนโรงพยาบาลเลย.
 
และแม่เองก็ทั้งเกลียดและกลัวโรงพยาบาลมาก
 
คืนนั้นเรากับกุ้งนอนเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาล ถ่ายรูปแม่ส่งให้พี่เจดูว่าแม่แอทมิท
 
แม่ชูสองนิ้วยิ้มให้กล้องอย่างเคย
 
 
 
           เช้าวันที่2 หมอมาบอกว่าผลMRI แม่มีเส้นเลือดตีบในสมอง ทำให้มีอาการชา
 
หมอจะให้แม่กินยาแอสไพริน เราก็ตกใจเล็กน้อย เพราะได้แต่บอกแม่มาตลอดว่าแม่คิดไปเอง
 
แม่ไม่เป็นอัมพาตหรอก นี่ถ้าแม่เกิดเป็นขึ้นมาจริงเราคงต้องขอโทษแม่ไปตลอดชีวิตแน่
 
           นอกจากนี้หมอยังแจ้งว่าจากฟิล์มเอซเรย์ปอดแม่มีก้อนที่ปอด ต้องตรวจซ้ำ.
 
หมอจะให้ทำCT scan เรายังถามหมอไปว่าเป็น TB หรือเปล่า หมอยังไม่ตอบอะไร
 
หลังจากทำ CT scan และรอผล เรากลับไปทำงานเปลี่ยนให้กุ้งอยู่เฝ้าแม่
 
 
           ช่วงบ่ายกุ้งโทรมาบอกว่าให้ทำใจดีๆนะ
 
หมอเพิ่งมาบอกว่าแม่เป็นมะเร็งที่ปอด ขนาดประมาณหนึ่งเซ็นติเมตร
 
และคงยังไม่ได้กลับบ้านตอนนี้จะให้หมออีกคนมาดูแลต่อ เราวางหูไปแล้ว แต่ยังอึ้งอยู่ คิดอะไรไม่ออก
 
ในใจมีแต่คำว่า เป็นมะเร็ง.. ตั้งสติได้รีบโทรหาพี่เจ และตี๋ บอกให้ทุกคนได้รับรู้พร้อมๆกัน
 
เพราะแม่ไม่ได้เป็นแม่ของเราคนเดียว ลูกของแม่ทุกคนรักแม่สุดหัวใจไม่แพ้ใคร
 
พี่เจถอนหายใจยาวๆและบอกว่าเรื่องนี้อีกยาว ส่วนตี๋ยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรเท่าไหร่ ยังงงๆอยู่
 
เรารีบโทรไปยกเลิกงานเย็นนี้ทั้งหมดและขับรถด้วยสมองที่ว่างเปล่าไปโรงพยาบาล.
 
พอเห็นหน้าแม่ทำหน้าเศร้าพูดว่า "ทำไงดี แม่เป็นมะเร็ง" เราเข้าไปกอดแม่เพื่อปลอบใจว่าไม่เป็นไร
 
ดีแล้วที่เราตรวจเจอตั้งแต่ตอนนี้ ดีกว่าไม่รู้แล้วปล่อยไว้จนมีอาการและสายเกินที่จะรักษาได้
 
 

Osaka Tokyo 2012

posted on 18 Feb 2013 13:47 by ariyapla directory Travel
วันที่สอง ตื่นเช้าเดินไปปราสาทโอซาก้า อากาศกำลังดี แต่มีลุ้นว่าฝนจะตกหรือไม่
 ฝาท่อระบาย เป็นรูปปราสาท
 ประตูทางเข้ามีกำแพงก้อนหินขนาดมหึมา และมีที่ให้แวะดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่บ่อน้ำเล็กๆก่อนเข้าสู่ปราสาท
แอบคิดว่า ถ้าดื่มน้ำแบบนี้ที่ประเทศไทยคงท้องเสียไปแล้ว
ถึงแล้วปราสาท ด้านในเป็นพิพิธภัณฑ์ ขึ้นลิฟท์ไปชั้นที่แปดเป็นชั้นบนสุด สามารถชมวิวเมืองโอซาก้า
สัญลักษณ์เด่นของปราสาทนี้คือ ปลาทองคำบนจั่วหลังคาปราสาทแล้วค่อยๆเดินลงบันไดมาชมประวัติศาสตร์ของเมืองโอซาก้าทีละชั้น กว่าจะเดินลงมาถึงชึ้นล่างสุดขาก็สั่น
 
 
ออกมาจากตัวปราสาทแวะซื้อของที่ระลึก แล้วเดินออกทางคูน้ำที่ล้อมปราสาทไว้
เดืนไปตามถนนบังเอิญเจอน้องหมาพันธุ์คอร์กี้ที่เราชอบ ก็เลยถ่ายรูปไว้
 
จุดหมายต่อไปคือวัดคินคะคูจิหรือวัดอิกคิวอันโด่งดัง หนึ่งในสถานที่ต้องมาเยือนเมื่อมาญี่ปุ่น
ดังนั้นจึงมีนักท่องเที่ยวเยอะมาก รูปที่ถ่ายได้ต้องถ่ายใกล้มากเพราะถ้าถ่ายให้เห็นทั่วบริเวณเต็มไปด้วยคนทั้งเด็กนักเรียนญีี่ปุ่นและนักท่องเที่ยว
เดินไปตามทางเล็กๆริมสระน้ำรอบปราสาทเป็นสีเขียวใสสะท้อนภาพปราสาทสีทองบนพื้นน้ำสวยงาม.
 ก่อนถึงทางออกมี กระต๊อบหลังน้อยที่มีคนบอกว่าเป็นที่พักของอิคคิวซัง ไม่ทราบจริงเท็จประการใด ที่ปากทางออกมีคนตั้งโต๊ะข้างทางเดินขายขนมของฝาก เราเลือกซื้อขนมทอดกรอบซองเล็กๆแค่ห่อเดียว คนขายเขาเห็นเราพูดไทยกันก็เลยพูดภาษาไทยกับเราด้วย แล้วนั่งพักเหนื่อยโดยการซื้อไอศกรีมตามเด็กนักเรียนหนุ่มสาวชาวอาทิตย์อุทัยทั้งหลาย
 เสร็จแล้วออกเดินต่อไปเกียวโตอีกทีเพื่อจะไปยังArashiyama ตามหาศาลเจ้าเล็กๆที่คุณโมโมโกะแนะนำว่าศักดิ์สิทธิในการขอความรัก ความจริงแล้วเราเองไม่ได้สนใจจะขอความรักอะไรเลยจริงๆให้ดิ้นตายเหอะ ที่อยากไปที่นี่ก็เพียงเพราะอยากเห็นทางเดินแคบๆที่มีต้นไผ่สองข้างทางเป็นแนวยาว bamboo grooves เป็นภาพธรรมชาติที่งดงามมาก
ถึงเมืองเกียวโต
 
เมื่อลงรถไฟเดินไปตามท้องถนน พบว่าอาราขิยาม่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวกลิ่นอายอดีตญี่ปุ่นบรรยากาศเงียบสงบถนนหนทางไม่มีรถพลุกพล่าน มีรถสามล้อลากญี่ปุ่นรับจ้างพานักท่องเที่ยวชมเมือง.
 
เดินทอดน่องไปเรื่ิอยๆถึงสะพานใหญ่ข้ามแม่น้ำที่ดูแล้วน่าจะตื้น แต่ก็มีเรือพายล่องได้ สองข้างของแม่น้ำเป็นแนวภูเขาที่ไม่สูงมาก เวลาตอนนั้นบ่ายคล้อย มีลมโชยเย็นสบายจนอยากหยุดอยู่บนสะพานนานๆ
 
ยิ่งพอเดินมาถึงปลายสะพานเห็นชายหญิงชราชาวญี่ปุ่นคู่หนึ่งเดินเล่นจูงมือกันริมแม่น้ำ
ทำให้รู้สึกหลงรักArashiyamaนี้เข้าเต็มเปา
 
บรรยากาศฉุดแสนจะโมแรนติกMoney mouth
 
Poohร้านข้างทาง
พอผ่านสะพานแล้วก็เดืนๆๆกันต่อจนเจอแนวทางเดินต้นไผ่ที่เราอยากเห็น
 เป็นถนนเล็กๆที่แตกต่างจากถนนเส้นอื่นๆในโลกด้วยความงามง่ายๆของลำต้นไผ่ที่สูงขึ้นไป
เดินต่อไปตามทางต้นไผ่ไม่ไกลก็ถึงศาลเจ้า Nonomiya ไหว้ขอพรพอเป็นพิธีก็กลับโอซาก้า
 
รถไฟกลับ
กว่าจะถึงโอซาก้าก็ใกล้มืด แวะรับประทานอาหารเย็น เลือกร้านที่มีตู้หยอดเหรียญเพราะราคาไม่แพง ที่ประตูด้านในร้านจะมีตู้กดให้เลือกเมนูอาหารแต่ละปุ่มมีภาษาญี่ปุ่นที่เราอ่านไม่ออก แต่ก็สามารถเข้าใจได้ไม่ยากนักเพราะมีรูปประกอบ
เมื่ออิ่มท้องแล้วเดินทางต่อไปยังเป้าหมายสุดท้ายของวันคือร้านขายขนมกลูลิโกะ
ครอบครัวเราชอบขนมโคล่อนแท่งจัมโบ้มาก เวลาพี่มาญี่ปุ่นจะร้องให้ซื้อกลับบ้านทุกที
แต่แปลกที่ต้องมาซื้อที่โอซาก้าเท่านัี้น ไม่รู้ทำไมที่อื่นไม่มี
 เดินย้อนกลับมาถ่ายรูปกับป้ายไฟกลูลิโกะ เพราะตอนเดินผ่านไปตอนแรกป้ายยังไม่เปิดไฟ
 ความจริงย่านนี้เป็นแหล่งสวรรค์ของนักช้อป แต่เราเพลียกันเกินกว่าจะมีอารมณ์ช้อปใดๆอีก จึงกลับที่พักเพื่อ  นอนเอาแรงดีกว่า เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นตั้งแต่เช้าก่อนไก่(ญี่ปุ่น)โห่

Hi Nippon 2012

posted on 18 Feb 2013 09:52 by ariyapla directory Travel
รีวิวเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้ว. นานมากกกก แทบจะลืมบรรยากาศตอนไปเที่ยวหมดแล้ว ต้องรื้อฟื้นความทรงจำ เพื่อจะได้เก็บเป็นบันทึกไว้
 
เริ่มต้นด้วยการขออกตัวว่าอย่าคาดหวังสาระใดในการรีวิวนี้อีกเช่นเคย เพราะทริปนี้ไปแบบไม่ได้เตรียมตัวอีกแล้ว พี่สาวกลับมาบ้านช่วงเปลี่ยนที่ทำงานมีเวลาพักถึงปลายเดือน และมีคะแนนสะสมไมล์ของการบินไทยสามารถแลกตั๋วได้ ใช้เวลาตกลงกันหนึ่งวันว่าจะพาแม่ไปญี่ปุ่นก็เริ่มเตรียมตัว
 
 
เรายื่นเอกสารขอวีซ่าต้นสัปดาห์ พอปลายสัปดาห์วีซ่าผ่านก็วางแผนการเดินทางอย่างกระชั้นชิดมากๆ
คือหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น กว่าจะรู้ตัวก็จัดกระเป๋าวันสุดท้ายแล้วมายืนอยู่หน้าเกทที่สนามบินเชียงใหม่กันสามแม่ลูก รู้สึกว่าคนอื่นกว่าเขาจะไปเที่ยวกันต้องเตรียมตัวกันมากกว่านี้ แต่นี่รีบร้อนอีกละ
 
 
ดีที่ประเทศญี่ปุ่นมีความปลอดภัยสูง สามารถเที่ยวกันเองได้ง่ายเพราะผู้คนมีมิตรไมตรีถึงแม้เราจะไม่เข้าใจภาษา และพี่สาวเคยไปแวะเวียนเวลาทำงานมาหลายครั้งแล้วคงพอไหว ผลของการไม่ได้หาข้อมูลมาก่อน และเป็นฤดูฝนด้วยทำให้เราไปเที่ยวอย่างไม่ได้คาดหวังอะไรมาก ถ้าไม่ใช่เพราะถูกล่อด้วยตั๋วเครื่องบินและที่พักฟรีจากพี่ เราก็คงเซย์โนไปแล้ว
 
 

ข้อมูลจากพยากรณ์อากาศจะมีฝนตกทุกวันTongue outโอ้ คนอื่นเขามาญี่ปุ่นกันฤดูร้อนเพื่อดูดอกซากุระบาน หรือฤดูใบไม้ร่วงถึงฤดูหนาวเพื่อดูใบไม้เปลี่ยนสีหรือสัมผัสหิมะ แต่เราได้มาญี่ปุ่นพร้อมเสื้อกันฝนกับร่มในกระเป๋า ต้องคอยปลอบใจตัวเองว่า ญี่ปุ่นสวยทุกฤดู

เรามาถึงสนามบินคันไซ ตอนเช้าวันอาทิตย์

     
แวะซื้อบัตรผ่านตลอดคันไซ แล้วรีบลากกระเป๋าเดินทางขึ้น (เอ๊ะ !หรือลง)รถไฟใต้ดิน
เพื่อไปยังที่พักก่อนเป็นอันดับแรก ที่พักที่เลือกจองมาทั้งที่เมืองโอซาก้าและโตเกียวเป็นห้องพักรายวันแบบประหยัดทำเลใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน อยู่ถัดไปสองซอย เดินห้านาทีก็ถึง
 
เมื่อไปถึงเชคอินแล้วแต่ยังไม่ได้เข้าห้องพัก จึงล้างหน้าแปรงฟันแล้วออกเดินทาง เวลาขณะนั้นค่อนข้างสายแล้ว เราจึงหาอะไรง่ายๆรองท้องที่ร้านสะดวกซื้อเซเว่นหน้าที่พักได้ข้าวห่อสาหร่ายและขนมโรลไส้ครีมอร่อยมาก ยืนจัดการหน้าร้านนั่นเลย แล้วเดินไปขึ้นรถไฟ
 มื้อแรกในแดนปลาดิบ
 
 
มีการเปลี่ยนแปลงแผนที่วางไว้ เนื่องจากต้องตัดโปรแกรมเมืองนาราทิ้งไปในวันแรกนี้ เพราะคงไปกลับมาไม่ทัน และเราอยากไปศาลเจ้า Fujinomori- Jinja เมืองเกียวโตที่คุณโมโมโกะ ล่ามญี่ปุ่นที่ทำงานซึ่งเราไปขอคำแนะนำช่วยค้นในเนตมาให้ว่าระหว่างสัปดาห์นี้จะมีการจัดงานเทศกาลอะไรบ้าง.
 
ซึ่งวันนี้จะมีการจัดงานเทศกาลดอกไฮเดรนเยียที่นี่เวลาบ่ายโมงตรง พี่อยากไปเมืองนารามากกว่า แต่ต้องยอมตามใจเราเพราะเรายืนกรานว่าอยากดูดอกไฮเดรนเยียที่เราชอบและอยากเห็นงานนพิธีโบราณที่มีการแต่งชุดประจำชาติตอนบ่ายโมงมีวันนี้วันเดียว ถ้าวันอื่นมีเวลาเหลืออาจได้ไปนารา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปโอ้ นารา
 
  ข้าวญี่ปุ่น
นั่งรถไฟผ่านบ้านเมืองที่แสนจะเงียบสงบ มีทุ่งนาให้เห็นเป็นระยะสลับกับบ้านเรือนแสดงว่าเราออกมานอกเมืองพอสมควร สังเกตว่าหน้าบ้านหลายหลังที่มีสวนเล็กๆพื้นที่ไม่กี่ตารางฟุต จะมีดอกไฮเดรเยียบานให้เห็นตลอดทาง. เพราะเป็นฤดูฝน
 
 
เนื่องจากวัดนี้ไม่ได้มีแนะนำในหนังสือท่องเที่ยวใดๆ ทำให้พอเราออกจากสถานีรถไฟเล็กๆชานกรุงก็เริ่มต้นหลงกันเลย  ตามท้องถนนเงียบเชียบร้านรวงปิดหมดเพราะเป็นวันอาทิตย์ จะสอบถามทางจากนายสถานีก็ไม่ว่างจะพูดด้วยเพราะรับสายโทรศัพท์อยู่ ถามทางจากคนผ่านไปมาเดินหลงอ้อมไปอ้อมมาไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอวัดก็แทบลิ้นห้อย
 
ระหว่างทางพบรูปปั้นทานูกิประดับตกแต่งตามสวนหน้าบ้านหลายหลัง
 ทานูกิ พุงกลม
สาระ : ทานูกิ หรือตัวแรคคูน เป็นสัตว์ในเทพนิยายญี่ปุ่นคล้ายปีศาจแปลงร่างมาเพื่อหลอกคนเดินทาง
ทานูกิจะถือขวดเหล้าด้วย บางครั้งจึงมีการตั้งประดับไว้หน้าร้านอาหารที่จำหน่ายสุรา
 บ้านนี้ก็มี
 บ้านนี้เป็นอุลตร้าแมน
 อุ๊ย เจอบ้านของชินจังด้วย
 
 หลังจากเดินหลงไปมาราวครึ่งชั่วโมง แม่ก็เริ่มบ่น พี่ก็เริ่มหงุดหงิด
เกือบจะทะเลาะกันกว่าจะเจอทางเข้าด้านหลัง
 
 
 
 
ศาลเจ้าเล็กๆด้านหลัง
ดีใจมากๆ เห็นสวนดอกไฮเดรนเยียแล้วแทบจะกรี้ด สวยมาก มีหลายสีหลากพันธุ์ ทั้งสีขาว สีชมพู สีฟ้า สีน้ำเงิน สีม่วง ทรงพุ่ม ทรงแบน มากมายกว่าที่เคยเห็นในเมืองไทย แน่ล่ะก็ ที่นี่มีดอกไฮเดรนเยียมากกว่าสามพันต้นทำเอาคนรักดอกไฮเดรนเยียอย่างเราทึ่งสุดๆ
 ดอกไฮเดรนเยีย เป็นดอกไม้ทรงพุ่ม ชอบน้ำมาก จึงเบ่งบานในฤดูฝน สีของดอกขึ้นอยู่กับความเป็นกรด-ด่างของดินที่ปลูก (คงคล้ายๆกระดาษลิตมัสที่ทดลองวิทยาศาสตร์ตอนเด็กๆ )
สำหรับเรารู้จักดอกไฮเดรนเยียครั้งแรกตอนเด็กๆจากการอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น ในเรื่องมีการฆาตกรรมแล้วแอบฝังศพไว้ใต้พุ่มดอกไฮเดรนเยีย พอถึงฤดูฝนมีฝนตกมากๆ ดอกก็บานสะพรั่งและเปลี่ยนสีทำให้เป็นที่สังเกตและในที่สุดก็ค้นพบว่ามีอะไรอยู่ใต้ดอกไฮเดรนเยียนั้น บรื๋อ......... ด้วยความที่การ์ตูนนั้นเป็นสีขาว-ดำน่ะสิ ทำให้เราจำไม่ได้ตกลงแล้วดอกเปลี่ยนเป็นสีอะไร Laughing ใครพอจะตอบได้มั่ง
 
นอกจากนี้ภายในสวนยัง มีรูปปั้นนักรบโบราณทำให้ทราบว่าที่แห่งนี้เป็นที่ระลึกถึงบุคคลสำคัญในอดีต
 และยังมีรูปปั้นม้า ทำให้ถึงบางอ้อว่าที่นี่ป้ายเขียนขอพรส่วนใหญ่ก็เป็นรูปม้า การแข่งม้า
 
 
 
  ป้ายขอพร ชัยชนะ
สังเกตเห็นพ่อแม่ลูกชาวญี่ปุ่นดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ และบรรจุใส่ขวดกลับบ้าน เราก็เลยขอดื่มมั่ง
 
 
เดินสำรวจรอบๆสถานที่ค่อนข้างกว้าง พอๆกับพื้นที่วัดในบ้านเมืองเรา
 
 
 
เพิ่งเคยเห็นดอกไฮเดรนเยียสีขาว
 
เดินถ่ายรูปดอกไฮเดรนเยียจนถึงเวลาที่รอคอย คุณโมโมโกะบอกว่าเป็นการทำพิธีแตะลูกบอลญี่ปุ่นลักษณะคล้ายลูกตะกร้อ เนื่องจากเราเองก็ไม่เข้าใจว่าพิธีนี้มีความสำคัญอย่างไร
 
ส่งมอบบอลให้เจ้าภาพ(มั้ง) ยาวนานราวกับพิธีเปิดบอลโลก
 
 
     บ่ายแก่ๆแล้วรอชมอยู่นานเพราะพิธีดำเนินการค่อนข้างช้าแม้แดดจะไม่ร้อนมากเท่าไหร่
 แต่เรามีจุดหมายข้างหน้าจึงต้องออกจากพิธีมาก่อนที่จะมีการเตะลูกบอล แอบนึกสงสัยว่าท่าเตะจะเป็นแบบใดจะคล้ายเตะตะกร้อบ้านเราไหม
 
 
ออกจากศาลเจ้าเราก็หลงอีกแล้ว เดินอ้อมกันจนเหนื่อยกว่าจะถึงสถานีรถไฟเล็กๆ เพื่อจะไปยัง
วัด kiyomizu
 
 
ระหว่างทางมีร้านขายไอศกรีมชาเขียวเยอะมาก
 
กว่าจะไปถึงก็เล่นเอาเหนื่อยอ่อนล้า เพราะจากรถไฟต้องต่อรถบัสแล้วเดินต่อเป็นระยะทางค่อนข้างไกลและสูงชัน ถึงแล้ว หอบแฮ่ก
พี่คะยั้ยคะยอให้เดินขึ้นไปดูจุดชมวิวที่สวยที่สุดในฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้จะเปลี่ยนเป็นสีแดงสวยงามมาก 
แต่เรากับแม่ไม่ยอมเดินต่อจอดรออยู่ที่หน้าสายน้ำสามสายที่ไหลเป็นเส้นเล็กๆลงมา อันเป็นที่มาของชื่อวัดน้ำใสแห่งนี้
 
 
 
 
 
 เรากับแม่ยืนเข้าแถวรอต่อที่จะดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์โดยไม่รู้ความหมายมาก่อนว่าสายน้ำแต่ละสายมีความหมายต่างกัน
 
 
 
 
จนกระทั่งพี่ลงมาจากจุดชมวิวแล้วอธิบายว่าน้ำสายแรกเป็นสติปัญญา สายที่สองเป็นความรัก สายสุดท้ายเป็นสุขภาพ เอิ่ม..คนอื่นที่เห็นเรากับแม่ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์คงสงสัยว่าทำไมคุณป้าสองคนนี้ถึงอยากมีสติปัญญาเฉียบแหลมนะ แทนที่จะเราจะได้ขอพรความรักและแม่จะได้ขอด้านสุขภาพ ก่อนดื่มก็ยังไม่เฉลียวใจ พอดื่มแล้วค่อยฉลาดขึ้นมาบ้าง ครั้นจะกลับไปเข้าแถวใหม่ก็ไม่ไหวแล้ว
 
 
ขากลับแวะรับประทานอาหารญี่ปุ่นในห้าง
 
 
 
 
 การเลือกร้านอาหารไม่ยุ่งยากเจอร้านไหนก็ได้ที่ไม่แพงมาก กลับถึงที่พักส่งแม่แล้วเรากับพี่ออกไปเดินเล่นใกล้ๆ เข้าร้านยูนิโคล่ได้เสื้อมาคนละชุด-สองชุดก็กลับเพราะเหนื่อย
 
 
 
  
เนื่องจากเราเดินทางกันสามคน จึงจองห้องพักสองห้อง เราแยกพักคนเดียวห้องเล็กๆ แต่ที่เล็กจนเรียกว่าแคบได้คือห้องน้ำ พื้นที่เท่าห้องน้ำตามห้างสรรพสินค้าแต่ยังอุตส่าห์มีอ่างอาบน้ำเข้าไปได้ด้วย ถ้าคนตัวใหญ่กว่าเราคงแทบกลับตัวไม่ได้ อาจต้องเดินถอนหลังออกเลยทีเดียว แปรงสีฟันมีให้แต่แข็งมาก ที่ชอบก็คือชุดยูกาตะใส่นอน