ใบไม้ร่วงที่เกาหลี

posted on 14 Jul 2011 13:57 by ariyapla

         เอนทรี่นี้น่าจะเป็นการรีวิวทริปท่องเที่ยวที่ดองไว้นานติดอันดับ คือเกือบสองปี

ตั้งแต่ตอนปลายปี 2009 ตอนนั้นเราไปอาศัยอยู่กับพี่สาวที่สิงคโปร์สองเดือน

พี่สาวเรามีงานต้องไปประชุมที่เกาหลี แต่ไม่อยากทิ้งเราไว้ที่สิงคโปร์คนเดียว

พี่ไปเกาหลีหลายทีแต่ไม่ได้เที่ยวเป็นเรื่องเป็นราว เพราะไปถึงก็เข้าออกโรงแรมกับที่ประชุม

จึงมาบังคับให้เราไปเที่ยวเป็นเพื่อนด้วยข้อเสนอที่พักฟรี

หลังจากปฏิเสธหลายครั้งเข้า พอใกล้จะถึงวันเดินทางจริงๆ

พี่ก็ออกแรงบีบอีกครั้ง ด้วยสถานะผู้มาขอพักอาศัย ทำให้เราไม่มีสิทธิปฏิเสธแล้ว ฮือๆ

       

         เช้าวันพฤหัสที่ 26 พ.ย.2009 ออกเดินทางจากสนามบินชางฮี

ประเทศสิงคโปร์ เนื่องจากเป็นช่วงสิ้นปี สนามบินจึงตกแต่งประดับประดา

อย่างสวยงามด้านหน้าประตูจะมีริบบิ้นสีแดงอันโตอยู่เป็นระยะ

ด้านในอาคารผู้โดยสารมีลูกบอลสีแดงขนาดใหญ่มากหมุนได้ มีเสียงดนตรีคล้ายหีบเพลง

เมื่อเพลงจบแล้วลูกบอลก็จะเปิดฝากางออกเหมือนดอกไม้บาน  

ข้างในบอลยักษ์ยังมีลูกบอลสีแดงเต็มไปหมด 

            เราออกเดินทางด้วยสายการบินสิงคโปร์แอร์

ค่าตั๋วแพงระเบิดเพราะเล่นจองก่อนวันเดินทางประมาณหนึ่งสัปดาห์

แทบอยากจะบ้าตายต้องแกล้งทำลืมๆเดี๋ยวจะเที่ยวไม่สนุก T_T

พอขึ้นเครื่องเราก็แยกกันนั่ง เพราะพี่นั่งบิสสิเนสคลาส ส่วนเรานั่งอีโค

 

 

                   บรรดาอาหารทีเสริฟบนเครื่อง สำหรับผู้โดยสารชั้นบิสสิเนส

โดยรวมแล้วบริการบนเครื่องดีมาก มีจอให้ดูหนังฟังเพลงทุกที่นั่งทำให้การเดินทางอันยาวนานไม่น่าเบื่อ

คนที่นั่งข้างเราเป็นเด็กผู้หญิงเกาหลี อายุประมาณสิบขวบ ไม่มีผู้ปกครองมาด้วย

เราเองไม่กล้าจะชวนน้องเขาคุย เพราะกลัวน้องเขาจะกลัวคนแปลกหน้า ก็เลยต่างคนต่างนั่งเงียบๆ

พอเครื่องบินแลนดิ้งปุ๊บ ทุกคนลุกขึ้นพรึ่บ หยิบเสื้อกันหนาวออกมาสวมก่อนลงเครื่อง

พี่หยิบโอเวอร์โค้ทสีดำมาใส่ ส่วนเราได้รับบริจาคเสื้อจากพี่มาหนึ่งตัว

เป็นแจ็กแก็ตเน่าๆซีดๆที่พอจะเดาออกว่าเคยเป็นสีน้ำเงิน ไว้ใส่กันหนาวตาย

        เรื่องของเรื่องที่เราไม่มีเสื้อกันหนาวของตัวเองคือ ที่สิงคโปร์ไม่มีฤดูหนาว

แต่พอรู้ว่าต้องไปเกาหลีช่วงที่อากาศกำลังเข้าฤดูหนาว จะไปหาซื้อเสื้อกันหนาวใหม่ที่สิงคโปร์

ก็คิดว่าคงจะสิ้นเปลืองเกินไป ก็เลยรอรับบริจาคเป็นหนูน้อยผู้เหน็บหนาว

          พอเดินออกมาถึงอาคารผู้โดยสาร ก็มีพนักงานจากโรงแรมมายืนรอต้อนรับพี่

 น้องคนสวยพาคนขับรถมาแนะนำ รถที่มารับเป็นรถลีมูซีนสีดำคันใหญ่หรูมาก

ที่นั่งด้านหลังรู้สึกว่านั่งกันสองคนแต่เหมือนอยู่ห่างกันจัง

            พอถึงโรงแรม W Walkerhill Seoul โอ้ว้าว! สุดยอด

  W Walkerhill Hotel

  

 

โรงแรม W นี้อยู่ในบริเวณเดียวกันติดกับโรงแรมเชอราตัน  

(โรงแรม S เคยใช้ถ่ายละครเรื่องเกี่ยวกับพนักงานโรงแรม ที่พี่แบฯแสดง )

โรงแรม W เน้นการตกแต่งทันสมัยสไตล์โมเดิล โดนใจวัยรุ่น

( ก่อนจะมาพี่เราบังคับให้ดูมิวสิควีดีโอของ 2 PM ที่ถ่ายทำที่โรงแรมนี้ให้ดูก่อน

 เนื่องจากพี่เห็นแล้วถูกใจมาก จึงให้เลขาจองโรงแรมนี้ แล้วเอามาล่อเราติดกับ )

                 

              เมื่อเข้ามาภายในโรงแรมก็จะเห็นพนักงานทั้งหญิงและชายแต่งตัวแบบสบายๆ

ไม่เหมือนพนักงานโรงแรมทั่วไป โดยสวมเสื้อสเวทเตอร์สีแดงสด กับกางเกงลำลอง

ทุกคนรูปร่างสูง ผิวขาวใสกิ๊ง หน้าตาสวยๆหล่อๆ เหมือนมีนักร้องเกาหลีมาคอยต้อนรับ

นอกจากจะหน้าตาดีแล้ว ขนาดเราเหมือนกะเหรี่ยงตกดอย เขายังเทคแคร์ดีมากๆเลย

พี่เราต้องคุยธุระกับพนักงานของโรงแรม ก็เลยให้เราเอากระเป๋าขึ้นห้องไปก่อน

น้องผู้ชายคนหนึ่งพาเราขึ้นลิฟต์ขึ้นห้องกันสองต่อสอง สอนวิธีการใช้ลิฟต์ด้วยการ์ด

 แล้วก็เปิดห้องให้เราเข้าไป (อร๊าย..) ห้องที่เราพักเป็นห้องวันเดอร์ฟูลมี 2 เตียง

มีจุดเด่นที่ตกแต่งห้องด้วยสีแดง-ขาว ส่วนแบ่งห้องน้ำกับห้องนอนเป็นกระจกใสกั้น

 และมีหน้าต่างห้องกว้างมองเห็นวิวแม่น้ำฮัน ที่อยู่ด้านล่างอย่างชัดเจน

 น้องเขาพยายามชวนเราคุยว่าเราว่าถูกใจห้องนี้มั้ย ส่วนใหญ่เวลาพาลูกค้า

เข้าพักในห้องนี้ลูกค้าจะชอบมาก สงสัยเราไม่ได้ทำท่าตะลึงอะไร

เนื่องจากกำลังเขินอายม้วนต้วนอยู่

 

 สระว่ายน้ำกระจกใส มองเห็นวิวเมือง

              วันแรกที่มาถึงโซลก็ตกเย็นแล้ว กลัวจะดึกก็เลยรีบเอากระเป๋าไว้

แล้วออกจากโรงแรม นั่งแท๊กซี่ไปยังเป้าหมายแรก คือการชอปปิ้งที่ย่านเมียงดง

สวรรค์ของสาวๆ พอไปถึงก็มืดพอดี ร้านแผงลอยต่างๆเริ่มปิดแล้ว

ร้านค้าที่ยังเปิดส่วนใหญ่เป็นร้านเครื่องสำอางแบรนด์ดังของเกาหลี

เรากับพี่เข้าร้านนั้นออกร้านนี้ รูดกระจาย

เรื่องการสื่อสารไม่ใช่ปัญหา เพราะที่ร้านสกินฟู้ดคนขายพูดไทยได้ดี แถมยังมีป้ายสินค้าเป็นภาษาไทยอีกด้วย

ส่วนร้านอื่นนั้นคนขายพูดไทยไม่ได้ แต่อาศัยว่าเราฟังภาษาจีนรู้เรื่องเขาก็เลยพูดจีนด้วย

 เดินไม่กี่นาทีก็เริ่มค้นพบว่าคนไทยมาเที่ยวเกาหลีเยอะน่าดู เดินไปทางไหนก็ได้ยินเสียงคนไทย

ส่วนชาติอื่นที่มาเกาหลีก็คือสาวญี่ปุ่นและจีนนั่นเอง เพราะอยู่ไม่ไกลกันมาก

 ร้านขายของกินเล่นแผงลอย

ดูน่าชิม ลองซื้อแบบแป้งสีขาวๆคลุกซอสสีแดง รสชาติแป้งจะจืดๆหน่อย            

            มื้อดึกที่เกาหลีเป็นหมูย่าง ร้านที่ขึ้นกระทู้แนะนำในพันทิพที่เจ้าของกระทู้ตั้งชื่อให้ว่าร้านหมูย่างป้าญานี

 จริงๆแล้วชื่อร้าน นัมเมจิบ เรากับพี่เดินตามแผนที่ลายแทงที่ปริ้นท์จากคอมพิวเตอร์มา

 เข้ามาตามซอยเล็กๆ เดินเข้ามาสองข้างทางดูเหมือนจะเป็นร้านสำหรับนักเที่ยวกลางคืน

 แต่ก็ดูปลอดภัยไม่น่ากลัวเท่าไหร่ เดินประมาณไม่ถึงร้อยเมตรก็เจอร้านหมูย่างที่ว่าเป็นร้านเล็กๆ

ควันขโมง มีโต๊ะเล็กๆไม่กี่โต๊ะ ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นหนุ่มสาวออฟฟิศเกาหลีนั่งเบียดคุยกันเสียงดังเต็มทุกโต๊ะ

  โชคดีมีโต๊ะว่างด้านในสุดอยู่  เจ้าของร้านเป็นหญิงสูงวัยท่าทางใจดี (หน้าตาก็ไม่ได้เหมือนคุณญานีเลย)

 สื่อสารภาษาอังกฤษกันไม่ได้แต่ใช้ภาษามือก็พอเข้าใจ แค่ชั่วอึดใจคุณป้าพนักงานอีกคน

ก็เอาชุดหมูย่างมาเสิรฟให้ทันใด พร้อมด้วยผ้ากันเปื้อน และถุงใบใหญ่สำหรับใส่เสื้อกันหนาว

เพื่อป้องกันกลิ่นติดเสื้อออกไป

                หมูที่นี่หมักมากำลังดี อร่อยมากๆจนเรากับพี่ต้องขอต่ออีกชุด

 คุณป้าพนักงานก็เทียวมาบริการ เปลี่ยนฝาตะแกรงที่ไหม้ และพูดคุยทั้งที่คุยกันไม่รู้เรื่อง

เราก็เลยชมว่าอร่อยมาก ( ยกนิ้ว ) พร้อมกับถือโอกาสขอให้ช่วยถ่ายรูปเราสองคนให้หน่อย 

 อิ่มแล้วคิดค่าเสียหายราคาก็ไม่ได้แพงมาก

               ก่อนกลับเดินไปห้างลอตเต้ เพื่อไปซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ต

แต่ว่าส่วนของห้างจวนจะได้เวลาปิดแล้วจึงไม่ได้ดูร้านขายของอื่นๆ  พี่ตั้งใจมาซุปเปอร์มาร์เก็ต

เพื่อซื้อกิมจิและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกลับมาเมืองไทย และพี่อยากซื้อกิมจิชนิดหนึ่งที่เป็นหัวไชเท้าสีเหลือง

ฝานเป็นแว่นที่เคยได้รับประทานตอนมาเกาหลีครั้งหนึ่งแล้วติดใจ

        กิมจิที่นี่มีขายกันเป็นแบบบรรจุถุง สำเร็จรูปหลากหลายยี่ห้อ

และแบบวางขายในตู้คล้ายๆตู้กระจกเป็นถาดๆแบ่งตักขายตามน้ำหนัก

 มีมากมายหลายชนิดให้เลือกและมีให้ชิมฟรีด้วย แต่กิมจิแบบหัวไชเท้าสีเหลืองนั้นพี่เราหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ

 พี่อยากได้มากพยายามเดินหาจนทั่วบังเอิญเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่ที่เคาว์เตอร์

ร้านอาหารในซุปเปอร์มาร์เกต ก็เลยเข้าไปถามเขาว่ากิมจิแบบนี้มีขายไหม พนักงานก็เลยบอกว่ามีอยู่ตรงไหน

 (ทราบภายหลังว่าเรียกว่าทงมูจิ ความจริงแล้วเป็นผักดองของญี่ปุ่น คนเกาหลีไม่ค่อยนิยมเท่าไหร่) 

ระหว่างนั้นเราก็เลือกซื้อขนมลูกอมเกาหลีเพื่อเอาไปเป็นของฝากเพื่อน

             พอได้ของครบตามประสงค์ ถึงเวลาชำระเงิน ที่เกาหลีนี่เค้าจะคิดเงินค่าถุงพลาสติกด้วยทุกใบ

ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่เพื่อเป็นการช่วยลดการใช้ถุงพลาสติก ถือว่าเป็นนโยบายที่ดีมาก

ทำให้เห็นว่าประเทศที่พัฒนาแล้วเค้ามีความพยายามในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

และผลักดันให้เป็นประเด็นสาธารณะได้จริง พนักงานแคชเชียร์จะถามเราก่อนว่าจะเอาถุงไหม

พี่เรารู้ว่าเค้ามีกล่องกระดาษบริการฟรี ก็เลยไม่เอาถุงพลาสติก

พอชำระเงินแล้วเอาของมาที่โต๊ะสำหรับวางกล่องกระดาษเก่าๆที่พับเอาไว้

เลือกขนาดกล่องตามปริมาณของที่เราซื้อมาแล้วก็ห่อกล่องเองมีกรรไกรและเทปกาวให้

บริการฟรี แต่เนื่องจากกิมจิที่พวกเราซื้อหนักมาก กล่องก็เลยหนักอึ้ง

ต้องเดินหิ้วกล่องพะรุงพะรังเหมือนคนย้ายบ้าน มาเรียกแทกซี่เพื่อกลับโรงแรม

เพราะกล่องหนักมากคงเดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินไม่ไหวแน่

         ไม่กี่ชั่วโมงแรกในโซล เราก็รู้สึกว่าประเทศนี้ผู้คนน่ารักเป็นมิตร บ้านเมืองสะอาด

 และปลอดภัยพอที่จะท่องเที่ยวด้วยตัวเองพอสมควร

 แต่มีปัญหาเล็กน้อยที่คนขับรถแท๊กซี่ไม